โฆษณา
สำหรับเว็บมาสเตอร์
  โฆษณาฟรี คลิกเลย
  Internet Speed Test
  แปลภาษาทั่วโลก
  สร้าง QR Code ฟรี
  ตรวจอันดับเว็บไซต์
  ค้นหาข้อมูลทั่วโลก
  เกมส์ออนไลน์
  ดูทีวีออนไลน์
  สถานีวิทยุออนไลน์
  ข่าวอัพเดทอัตโนมัติ
  สูตรอาหารนานาชาติ
  RSS Feeds Center
  ระบบสำรวจความคิดเห็น
  ถ้าคุณชอบเที่ยว
  คลิปเด็ดกีฬาดัง
  เรียนภาษาเกาหลี ฟรี!
  เรียนภาษาอังกฤษ ฟรี!
  เรียนภาษาจีน ฟรี!
  เรียนภาษาญี่ปุ่น ฟรี
  เทคนิคการเล่นกอล์ฟ
  เรียนดนตรีออนไลน์
  สร้างเว็บไซต์มือถือ
ผู้สนับสนุน
ผู้สนับสนุน
ผู้สนับสนุน

การวิเคราะห์งบการเงิน
Bookmark and Share

บทความน่ารู้ เรื่องการวิเคราะห์งบการเงิน
ที่นี่คือศูนย์รวมบทความที่น่าสนใจและให้ความรู้จากทุกมุมโลก เพื่อเป็นแหล่งความรู้สำหรับคนไทยทุกคน

งบการเงิน  (Financial Statement) หมาย ถึง รายงานทางบัญชีที่จัดทำขึ้นเมื่อครบรอบระยะเวลาบัญชี เพื่อให้ผู้ถือหุ้นทราบถึงฐานะ และผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบระยะเวลาที่ผ่านมา

         

งบการเงินจะประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผลประกอบการในงวดการบัญชีที่ผ่านมา งวดบัญชีอาจแบ่งเป็นรอบ 6 เดือน คือปิดงบการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน และ 31 ธันวาคม ในระยะเวลาหนึ่งปี หรืออาจกำหนดเป็น 12 เดือน และกำหนดรอบเวลาการบัญชีมาบรรจบ ณ เดือนใดเดือนหนึ่งก็ได้ แต่ที่นิยมมักจะกำหนดวันสิ้นปี คือ วันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี

         

3.1.1  การวิเคราะห์งบดุล

         

งบดุล  (Balance Sheet) เป็นงบการเงินที่แสดงสถานภาพทางการเงินของธุรกิจในวันสิ้นงวด โดยงบดุลนี้จะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน ด้วยกัน คือ สินทรัพย์ (Assets) หนี้สิน (Liabilities) และส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholder’s  Equity)

         

ผู้ ถือหุ้นหรือเจ้าของกิจการ และบุคคลภายนอก สามารถทราบถึงฐานและความมั่นคงของธุรกิจได้จากงบดุล โดยเฉพาะเจ้าหนี้ สามารถทราบว่าธุรกิจนั้นจะอยู่ในฐานะที่ชำระหนี้ เมื่อครบกำหนดได้เพียงใด เช่น สามารถวิเคราะห์เพื่อทราบสภาพคล่อง (Liquidity) ของธุรกิจนั้น ซึ่งจะทำให้ทราบถึงความสามารถในการชำระหนี้ได้

         

นอก จากนั้น งบดุลยังแสดงให้เห็นผลการดำเนินงานของธุรกิจตั้งแต่เริ่มกิจการ เนื่องจากรายการต่าง ๆ แสดงตัวเลขในแง่สะสม ทำให้ทราบแนวโน้มของรายการต่าง ๆ ที่มีอยู่ว่าเป็นไปในทางเพิ่มขึ้นหรือลดลง  รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างรายการหนึ่งกับอีกรายการหนึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจมีสถานภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

         

การวิเคราะห์งบดุลที่สำคัญวิธีหนึ่งคือ การวิเคราะห์ย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common-Size)

 

                                                                                                                          

          จากตัวเลขข้างต้น     หากวิเคราะห์จากข้อมูลปี 2541 แล้ว จะเห็นได้ว่า เงินลงทุนในสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของบริษัท กขค. จำกัด จะอยู่ในรายการโรงงานและอุปกรณ์ รองลงมาได้แก่ ลูกหนี้และสินค้าคงเหลือ เมื่อวิเคราะห์ทางด้านหนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้นของงบดุลแล้ว จะพบว่าเงินทุนส่วนใหญ่ได้มาจากส่วนของผู้ถือหุ้น รองลงมาได้แก่หนี้สินหมุนเวียน และหนี้ระยะยาวตามลำดับ ถ้าเราต้องการวิเคราะห์ความคล่องตัวของบริษัท ผู้วิเคราะห์ก็สามารถเปรียบเทียบอัตราร้อยละของสินทรัพย์หมุนเวียนต่อ สินทรัพย์ทั้งสิ้น กับอัตราร้อยละของหนี้สินหมุนเวียนต่อสินทรัพย์ทั้งสิ้น จากงบข้างต้น ในปี 2541 สินทรัพย์หมุนเวียนซึ่งประกอบด้วย เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือมีอยู่ 61.49% ในขณะที่หนี้สินหมุนเวียนซึ่งก็คือ หนี้สินระยะสั้นมีเพียง 30.80% จากการเปรียบเทียบดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า สินทรัพย์หมุนเวียนมีมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน การวิเคราะห์เพียงคร่าว ๆ ก็พอจะทราบว่าบริษัทนี้มีความคล่องตัว แต่หากจะวิเคราะห์ทำให้ลึกซึ้งมากกว่านี้นั้น  เราจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์จากอัตราส่วนทางการเงิน ให้ทราบรายละเอียดเพิ่มขึ้น

         

จาก การวิเคราะห์ข้างต้น การที่เราใช้ข้อมูลเพียงปีเดียวก็จะทราบผลเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น ถ้าต้องการวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง ควรวิเคราะห์ข้อมูลหลาย ๆ ปีต่อเนื่องกัน จะทำให้เราเปรียบเทียบเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นแต่ละระยะเวลา 1 ปี และสามารถดูแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

         

การวิเคราะห์ย่อส่วนตามแนวดิ่ง  (Common-Size) แบ่งออกได้เป็น

         

  Common-Size Statement

         

วิธีนี้ เป็นการจัดตัวเลขของแต่ละรายการที่ปรากฎในงบดุล ให้เป็นอัตราร้อยละของสินทรัพย์ทั้งหมด  หรือ เป็นอัตราร้อยละของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น การวิเคราะห์โดยวิธีนี้ จะเน้นให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในอัตราส่วนของรายการต่าง ๆ ในงบดุล เมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมด และยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ต่อไป วิธีการจัดทำ Common-Size Balance Sheet มีลักษณะดังนี้

         


จากตัวอย่างงบดุลเปรียบเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 และ 31 ธันวาคม 2541 โดยวิธี Common-Size เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า

  • รายการลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้นจาก 18.52% ในปี 2540 มาเป็น 26.40% ในปี 2541 การที่ลูกหนี้เพิ่มขึ้นเช่นนี้อาจเนื่องมาจาก การที่บริษัทได้ผ่อนคลายนโยบายการให้สินเชื่อ หรือภาวะการแข่งขันสูง บริษัทจึงขยายเวลาการให้สินเชื่อเพื่อให้ยอดลูกหนี้เพิ่มขึ้น หรือเพราะความสามารถในการเก็บหนี้ลดลง ผู้ลงทุนจะต้องวิเคราะห์หาข้อเท็จจริงว่าเหตุที่ลูกหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเพราะ อะไร
  • รายการสินค้าคงเหลือ ลดลงจาก 26.78% ในปี 2540 มาเป็น 25.30% ในปี 2541 การที่สินค้าคงเหลือลดลงเช่นนี้อาจเนื่องมาจาก สินค้าจำหน่ายได้เร็วขึ้น หรือบริษัทปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าให้รัดกุมยิ่งขึ้น
  • ทาง ด้านหนี้สิน ทั้งหนี้สินระยะสั้นและหนี้สินระยะยาวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อาจเนื่องมาจากบริษัทมีความจำเป็นในการดำเนินการโดยใช้หนี้สินเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันรายการส่วนของผู้ถือหุ้นก็ลดลง

         

  Current Asset Proportion

         

การวิเคราะห์ Current Asset Proportion เป็น การวิเคราะห์สินทรัพย์แต่ละรายการที่เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ โดยจัดตัวเลขสินทรัพย์แต่ละรายการดังกล่าวเป็นอัตราร้อยละของสินทรัพย์หมุน เวียน การวิเคราะห์นี้จะช่วยเน้นให้เห็นว่าแนวทางการใช้ไปของเงินทุนของกิจการเป็น อย่างไร ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจัดการเกี่ยวกับสินทรัพย์หมุนเวียน ของบริษัท เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้ จะเป็นส่วนที่ทำกำไรให้กับบริษัท และมีสภาพคล่องใกล้เคียงกับเงินสด จากตัวอย่างงบดุลจะคำนวณได้อัตราร้อยละของสินทรัพย์หมุนเวียนประเภทต่าง ๆ ดังนี้

         


จากงบข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความคล่องตัวของบริษัทนี้ลดลง เนื่องจากลูกหนี้ในปี 2541 สูงกว่าในปี 2540 และเงินสดและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดกลับลดลง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเกิดปัญหาในการเก็บหนี้อย่างไรก็ตาม รายการสินค้าคงเหลือลดลง เราอาจจะวิเคราะห์อย่างคร่าว ๆ ได้ว่าการจำหน่ายสินค้าของบริษัทได้ผลดี การบริหารสินค้าคงเหลือมีประสิทธิภาพและสามารถจำหน่ายสินค้าได้เร็วขึ้น

         

  Capital Structure Proportion

         

การวิเคราะห์ Captial Structure Proportion เป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงสร้างของเงินทุน ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) ของ บริษัท และเพื่อให้เห็นถึงส่วนของผู้ถือหุ้นให้เด่นชัดขึ้น พร้อมกับคาดการณ์แนวทางของผู้บริหารที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนดัง กล่าว การจัดทำงบแสดงสัดส่วนโครงสร้างของเงินทุน มีลักษณะดังนี้

         


จากตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ส่วนประกอบโครงสร้างของเงินทุนของบริษัท กขค จำกัด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 และ 2541 นั้น มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ทุนหุ้นสามัญลดลงเพียงเล็กน้อย หนี้สินระยะยาวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สำหรับกำไรสะสมนั้นลดลง

         

3.1.2  การวิเคราะห์งบกำไรขาดทุน

         

งบกำไรขาดทุน (Income Statement) เป็น งบการเงินที่แสดงผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน เป็นการชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทนั้น

         

ผลการดำเนินงานของบริษัทในด้านกำไรสุทธิ หรือขาดทุนสุทธิจะมีผลต่องบดุล กล่าวคือ กรณีที่รายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย (กำไรสุทธิ) จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ส่วนกรณีที่รายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่าย (ขาดทุนสุทธิ) ก็ จะเกิดผลในทางกลับกัน งบกำไรขาดทุนจึงเป็นงบการเงินที่มีผลในการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเกิดจากการดำเนินงานในงวดเวลาหนึ่ง และมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสินทรัพย์

         

ตัวอย่าง

บริษัท  กขค.  จำกัด

งบกำไรขาดทุน

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2540  และ 31 ธันวาคม 2541

                                                                                                เมื่อเทียบตัวเลขของรายการต่าง ๆ จากงบกำไรขาดทุนข้างต้น โดยประยุกต์ให้เป็นอัตราร้อยละของยอดขายตามวิธี Common-Size แล้ว จะได้ตัวเลขดังนี้

         



จากงบกำไรขาดทุนโดยเทียบเป็นอัตราร้อยละของยอดขายข้างต้นสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ดังนี้

         

  •   บริษัท กขค จำกัด มีต้นทุนขายประมาณร้อยละ 35 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ทั้งนี้อาจจะเนื่องด้วยสาเหตุ ประสิทธิภาพในการผลิตสูง ต้นทุนการผลิตทางตรงต่ำ

  •  
  •   เนื่องจากต้นทุนขายในปี 2540 และ 2541 อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน กำไรขั้นต้นของทั้งสองปีจึงอยู่ในระดับเดียวกัน คือ ประมาณ 65%
  •   ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารของบริษัทนี้ในปี 2540 มีร้อยละ 44.39 และได้ลดลงเหลือร้อยละ 41.78 ในปี 2541 แสดงว่าประสิทธิภาพในการดำเนินงานเริ่มสูงขึ้น
  •   ตัว เลขที่ปรากฎในรายการกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท จะให้ประโยชน์แก่ผู้ลงทุน เพื่อประเมินประสิทธิภาพในการดำเนินงานของบริษัททั้งในด้านผลิตและจำหน่าย จากตัวเลขข้างต้น กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20.16 ในปี 2540 มาเป็น 23.17 ในปี 2541 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้น
  •   กำไรสุทธิในปี 2541 ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย เนื่องมาจากดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นจากร้อยละ 0.58 ในปี 2540 มาเป็นร้อยละ 2.47

         

ดัง นั้น อาจสรุปการวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนของบริษัทได้ว่า ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจค่อนข้างสูง ซึ่งอาจเนื่องมาจากแผนการผลิต แผนการขายและแผนการตลาด ของบริษัทนี้มีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย เป็นการเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนแก่ผู้ลงทุน อย่างไรก็ตาม ผู้วิเคราะห์ควรจะนำสัดส่วนในแต่ละรายการของบริษัท ไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันด้วย

         

3.1.3  การวิเคราะห์งบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน  (Statement of Changes in Financial Position)

         

งบ แสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน เป็นงบที่จัดทำขึ้น เพื่อแสดงที่มาและการใช้ไปของเงินสดและเงินทุนหมุนเวียนในระหว่างงวดบัญชี อันเนื่องมาจากการดำเนินงาน และจากการเปลี่ยนแปลงรายการสินทรัพย์ และหนี้สินอื่นที่มิใช่ทุนหมุนเวียนแต่มีผลต่อทุนหมุนเวียน

         

งบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน จะแสดงให้เห็นถึงแหล่งที่มาของเงินทุน (Sources of Funds) และการใช้ไปของเงินทุน (Uses of Funds) ในรอบปี เพื่อให้ทราบว่าในระหว่างปีนั้น เงินทุนของกิจการได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร และประกอบด้วยรายการอะไรบ้าง

         

แหล่งที่มาของเงินทุน (Sources of Funds) ที่สำคัญ ได้แก่

         

  •   กำไรสุทธิ กำไรสุทธิเป็นผลทำให้เงินทุนของกิจการเพิ่มขึ้น ในกรณีที่มีผลขาดทุนจะเกิดผลในทางทำให้เงินทุนลดลง

  •  
  •   ค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนที่ไม่ต้องใช้เงินทุน เช่น ค่าเสื่อมราคา เป็นผลทำให้เงินทุนของกิจการเพิ่มขึ้น นอกเหนือไปจากกำไรสุทธิ
  •   สินทรัพย์ถาวรและสินทรัพย์อื่นที่ลดลง เช่น จำหน่ายที่ดินและอาคาร ขายหลักทรัพย์ ลูกหนี้ลดลง สินค้าคงเหลือลดลง
  •   หนี้สินระยะยาว และหนี้สินอื่นที่เพิ่มขึ้น เช่น ออกหุ้นกู้ เจ้าหนี้เพิ่มขึ้น
  •   ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่ม เช่น การขายหุ้นเพิ่มทุน

         

ทางที่ใช้ไปของเงินทุน (Uses of Funds) ที่สำคัญ ได้แก่

         

  •   สินทรัพย์ ถาวรและสินทรัพย์อื่นที่เพิ่มขึ้น เช่น ซื้อที่ดิน อาคารและเครื่องจักร ซื้อหลักทรัพย์ ลูกหนี้เพิ่มขึ้น สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น

  •  
  •   หนี้สินระยะยาว และหนี้สินอื่นที่ลดลง เช่น ไถ่ถอนหุ้นกู้ เจ้าหนี้ระยะสั้นลดลง
  •   ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง เช่น การลดทุน
  •   การจ่ายเงินปันผล

         

งบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน ให้ประโยชน์ในแง่ที่จะสะท้อนให้เห็นถึง นโยบายทางการเงินของธุรกิจซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ คือ

         

  •   การจัดหาเงินทุนเพิ่มเติม

  •  
  •   การจัดสรรเงินทุนที่มีอยู่
  •   การใช้เงินทุน และผลทางการเงินที่จะตามมา
  •   การแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินเฉพาะหน้า

         

ตัวอย่าง

บริษัท กขค จำกัด

งบแดสงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2541

                                                                             (หน่วย : บาท)

ที่มาของทุนหมุนเวียน

 

 

จากการดำเนินงาน

3,293,000

 

บวก ค่าเสื่อมราคา

500,000

 

เงินทุนได้มาจากการดำเนินงาน

3,793,000

 

หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

4,000,000

 

กู้ยืมธนาคารเพิ่ม

2,600,000

 

ขายหุ้นสามัญ

1,000,000

 

ขายที่ดิน

100,000

 

 

11,493,000

ทางใช้ทุนหมุนเวียน

 

 

ลูกหนี้เพิ่มขึ้น

5,500,000

 

สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น

2,100,000

 

 

2,600,000

 

 

1,100,000

 

จ่ายเงินปันผล

5,590,000

 

 

16,890,200

ทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น (ลดลง)

(5,397,200)

 

         

จากงบแสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินของบริษัท กขค. จำกัด จะเห็นว่า บริษัทมีทุนหมุนเวียนลดลง 5,397,200 บาท เนื่องจากการใช้ทุนหมุนเวียนมากกว่าที่มาของทุนหมุนเวียน ซึ่งทางใช้ทุนหมุนเวียนเป็นยอดลูกหนี้เพิ่มขึ้น และการจ่ายเงินปันผล เป็นสำคัญ สำหรับที่มาของทุนหมุนเวียน เกิดจากการก่อหนี้ทั้งที่เป็นหนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินระยะยาวเป็นสำคัญ

         

3.2  การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน  (Ratios Analysis)

         

จากการวิเคราะห์ย่อส่วนตามแนวดิ่ง (Common-Size) ที่ แสดงข้างต้น เป็นการวิเคราะห์อย่างคร่าว ๆ หากผู้วิเคราะห์ต้องการทราบรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้วิเคราะห์อาจจะใช้การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน (Ratios Analysis) เข้า มาช่วยโดยการนำรายการต่าง ๆ มาเทียบอัตราส่วน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างทรัพย์สิน หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินนี้แบ่งตามจุดมุ่งหมายในการใช้ได้เป็น 4 ลักษณะด้วยกัน คือ

         

3.2.1   การวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน                

3.2.2   การวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

3.2.3   การวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไรของเงินทุน

3.2.4   การวิเคราะห์นโยบายทางการเงินของบริษัท

 

         

 

ตารางแสดงอัตราส่วนและความหมายของการวิเคราะห์

อัตราส่วน

ความหมายของการวิเคราะห์

1. อัตราส่วนวิเคราะห์

สภาพคล่องทางการเงิน

     อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน

     (Current Ratio)

 

สินทรัพย์หมุนเวียน

หนี้สินหมุนเวียน

เป็น อัตราส่วนใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้นอัตราส่วนนี้เป็นเครื่อง ชี้ฐานะทางการเงินระยะสั้นของธุรกิจ ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ายิ่งสูง ยิ่งแสดงว่าบริษัทมีความคล่องตัวมาก เจ้าหนี้ระยะสั้นจะให้ความสำคัญต่ออัตราส่วนนี้มากเนื่องจากแสดงโอกาสที่จะ ได้รับชำระหนี้ว่ามีอยู่มาก หรือน้อยตามค่าอัตราส่วน โดยทั่วไปธุรกิจที่มีอัตราส่วนเงินทุนเวียนเท่ากับ 2:1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว แต่ในการที่จะตัดสินใจก็ควรจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ลักษณะ

และประเภทของธุรกิจ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน เป็นต้น

     อัตราส่วนสินทรัพย์คล่องตัว

     (Quick Ratio)

 

สินทรัพย์หมุนเวียน - สินค้าคงเหลือ

หนี้สินหมุนเวียน

อัตรา ส่วนนี้ใช้สำหรับวัดความสามารถของธุรกิจในการชำระหนี้สินหมุนเวียนจาก สินทรัพย์หมุนเวียนที่หักสินค้าคงเหลือออก ทั้งนี้ เพื่อพยายามตัดสิ่งซึ่งจะเป็นปัญหาในการเปลี่ยนแปลงเงินสดออก (สินค้าคงเหลือ) อัตราส่วนนี้ค่ายิ่งมาก ก็แสดงว่าธุรกิจนี้มีสภาพคล่องสูงโดย

ปกติอัตราส่วน 1:1 ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว

     อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้

     (Receivable Turnover)

ขายเชื่อสุทธิ

ลูกหนี้เฉลี่ย

อัตรา ส่วนนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายเชื่อสุทธิกับยอดลูกหนี้เฉลี่ย ถ้าอัตราการหมุนเวียนอยู่ในอัตราสูงแสดงว่าธุรกิจมีความสามารถในการบริหาร ลูกหนี้และสามารถเปลี่ยนลูกหนี้เป็นเงินสดได้เร็ว

     ระยะเวลาถัวเฉลี่ยการเก็บหนี้

     (Average Collection Period)

 

                 360               .

อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้

อัตราส่วนนี้แสดงถึงระยะเวลาการเรียกเก็บเงินว่ายาวนานแค่ไหน ผู้วิเคราะห์สามารถนำมาเปรียบเทียบกับเงื่อนไขการชำระเงิน (Term of sale) ของธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความสามารถในการเรียกเก็บหนี้ว่ามี

ประสิทธิภาพหรือไม่

 

อัตราส่วน

ความหมายของการวิเคราะห์

     อัตราการหมุนเวียนของสินค้า

     (Inventory Turnover)

 

ต้นทุนสินค้าขาย

สินค้าคงเหลือเฉลี่ย

อัตราส่วนนี้ใช้วัดอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือเพื่อให้ทราบถึงความคล่องตัวของสินค้าว่าสามารถ

จำหน่าย สินค้าได้เร็วเพียงใด ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ายิ่งสูงยิ่งแสดงว่าสินค้าของบริษัทสามารถขายได้เร็ว แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารงานขายของบริษัท

2. อัตราส่วนวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

     กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายล่วงหน้าตัดบัญชี

(Earnings Before Interest, Taxation, Depreciation and Amortization : EBITDA)

 

 

อัตรา ส่วนนี้สะท้อนกำไรที่มาจากการดำเนินงาน ที่ยังไม่นำต้นทุนทางการเงินเข้ามาพิจารณา เช่น ภาระดอกเบี้ยจ่าย จากการก่อหนี้เพื่อมาดำเนินงาน และไม่นับรวมค่าใช้จ่ายทางบัญชีซึ่งยังมิได้จ่ายจริง อาทิ ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดบัญชีต่าง ๆ EBITDA จึงยังไม่รวมกำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน ภาระภาษี ฯลฯ

ทั้งนี้ EBITDA สามารถนำประยุกต์ในการวิเคราะห์ทางการเงินได้ในหลายแง่มุม เช่น Discounted Cash Flow หรือการประเมินมูลค่าบริษัทในอนาคต ซึ่งควรใช้พิจารณาร่วมกับอัตราส่วนอื่น ๆ เพื่อให้การวิเคราะห์

งบการเงินสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

     ความสามารถหากำไร หรือกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์ทั้งหมด (Earning Power)

กำไรจากการดำเนินงาน

สินทรัพย์ทั้งหมดเฉลี่ย

อัตราส่วนนี้ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อหาผลตอบแทนที่ได้จากสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท โดยการพิจารณากำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (กำไรจากการดำเนินงาน)

เทียบกับการใช้สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท

     อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ดำเนินงาน   (Operating Asset Turnover)

ขายสุทธิ         .

สินทรัพย์ทั้งหมดเฉลี่ย

อัตราส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท สามารถก่อให้เกิดยอดขายเทียบกับ

สินทรัพย์ทั้งหมด

อัตราส่วน

ความหมายของการวิเคราะห์

   

อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขาย(Operating Income Margin)

 

กำไรจากการดำเนินงาน

ขายสุทธิ

อัตราส่วนนี้เป็นการวัดความสามารถในการจัดการ แสดงให้เห็นถึงรายได้จากการขายคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นแล้ว

กรณี ที่อัตราส่วนนี้ลดลง อาจจะมีสาเหตุมาจากกำไรขั้นต้นต่ำไป เนื่องจากต้นทุนสินค้าสูงหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ สูงขึ้นไม่สัมพันธ์กับยอดขาย ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุง

แก้ไข และควบคุมอย่างเข้มงวด ปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว อาจเนื่องมาจากความต้องการของตลาดลดลงหรือ ภาวะการแข่งขันสูง หรือต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น เนื่องากประสิทธิภาพในการผลิตต่ำลง เป็นต้น

3. อัตราส่วนวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไร

     ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด   (Return on Asset)

 

กำไรสุทธิ    .

สินทรัพย์ทั้งหมด

 

     ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น

     (Return on Equity)

กำไรสุทธิ    .

ส่วนของผู้ถือหุ้น

 

 

เป็นอัตราส่วนที่วัดความสามารถในการทำกำไรของเงินลงทุนที่มาจากสองส่วนด้วยกัน คือ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น

 

อัตรา ส่วนนี้ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อวัดผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือเงินทุนที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารงานเพื่อให้เกิดผล ตอบแทนแก่

ผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของกิจการ

4. อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน

     อัตราส่วนของหนี้สินต่อทรัพย์สินรวม  (Debt Ratio)

 

หนี้สินรวม

สินทรัพย์รวม

 

อัตรา ส่วนนี้แสดงสัดส่วนของหนี้สินรวมของบริษัทเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ ทั้งหมด ซึ่งใช้วัดว่าสินทรัพย์ของบริษัทสนับสนุนเงินทุนจากเงินกู้ยืมจากภายนอกเป็น สัดส่วนเท่าใด นอกจากนั้น ยังแสดงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท ถ้าอัตราส่วนนี้สูง แสดงว่าบริษัทมีภาระหนี้สินสูง การบริหารกิจการมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้สินระยะสั้นและกิจการมีกระแส เงินสดหมุนเวียนจากการขายต่ำ ซึ่งแม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูงแต่ก็แสดงถึงความสามารถในการใช้สินทรัพย์สูงหากกิจการสามารถดำเนินการได้มีกำไร

อัตราส่วน

ความหมายของการวิเคราะห์

     อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น

     (Debt to Equity Ratio)

 

 

หนี้สินรวม

ส่วนของผู้ถือหุ้น

อัตราส่วนนี้แสดงโครงสร้างของเงินทุน (Capital Structure) ของบริษัทว่ามีสัดส่วนของหนี้สินรวมของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของทุนหรือส่วนของเจ้าของเป็น

 

กิจการ มีกระแสเงินสดหมุนเวียนจากการขายต่ำ ซึ่งแม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูงแต่ก็แสดงถึงความสามารถในการใช้สินทรัพย์สูงหาก กิจการสามารถดำเนินการได้มีกำไร

อัตราส่วน

ความหมายของการวิเคราะห์

     อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น

     (Debt to Equity Ratio)

 

หนี้สินรวม

ส่วนของผู้ถือหุ้น

อัตราส่วนนี้แสดงโครงสร้างของเงินทุน (Capital Structure) ของ บริษัทว่ามีสัดส่วนของหนี้สินรวมของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของทุนหรือส่วน ของเจ้าของเป็นเท่าใด เป็นการวัดว่าธุรกิจใช้เงินทุนจากภายนอก (จาก

การกู้ยืม) เมื่อ เทียบกับทุนภายในของธุรกิจเองว่ามีสัดส่วนเท่าใด ซึ่งหนี้สินเป็นแหล่งเงินทุนที่บริษัทมีภาระดอกเบี้ยจ่าย ไม่ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะเป็นอย่างไร ถ้าอัตราส่วนหนี้สูงก็แสดงว่าบริษัทก็มีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเงินกู้เป็นแหล่งเงินทุนที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย

     ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย

     (Interest Coverage)

 

กำไรจากการดำเนินงาน   หรือ

        ดอกเบี้ยจ่าย

 

กำไรสุทธิ-ภาษีเงินได้-ดอกเบี้ยจ่าย

        ดอกเบี้ยจ่าย

อัตราส่วนนี้แสดงถึงความสามารถในการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ของธุรกิจ โดยวิเคราะห์เพื่อหากำไรจากการดำเนินงาน  (กำไรสุทธิ + ภาษีเงินได้ + ดอกเบี้ยจ่าย) ต่อ ดอกเบี้ยจ่าย อัตรา ส่วนนี้ยิ่งสูงก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจแก่เจ้าหนี้ในการที่จะได้รับชำระ ดอกเบี้ย การที่อัตราส่วนนี้ลดลงอาจจะ เนื่องมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลายสาเหตุ เช่น

ดอกเบี้ยจ่ายสูงเกินไป หรือเงินกู้เพิ่มขึ้น หรือ กำไรลดลง

     อัตราการจ่ายปันผล

     (Dividend Payout)

 

เงินปันผล

กำไรสุทธิ

อัตรา ส่วนนี้ใช้ในการพิจารณาว่าธุรกิจมีนโยบายในการ จ่ายเงินปันผลอย่างไร ถ้าอัตราส่วนนี้สูงก็แสดงให้เห็นว่า กำไรส่วนใหญ่ของธุรกิจใช้ไปเพื่อตอบแทนผู้ลงทุนหรือ เจ้าของกิจการโดยการจ่ายเงินปันผลและคงเหลือกำไร เพียงบางส่วนไว้เพื่อการขยายกิจการของธุรกิจ

 

 

จากงบการเงินของบริษัท กขค. จำกัด เมื่อนำมาคำนวณหาอัตราส่วนทางการเงิน โดยใช้อัตราส่วนต่าง ๆ ที่แสดงในตารางข้างต้น จะได้ผลโดยสรุป ดังนี้

 

2540

2541

อัตราส่วนวิเคราะห์ความคล่องตัวทางการเงิน

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (เท่า)

 

2.05

 

2.00

อัตราส่วนสินทรัพย์คล่องตัว (เท่า)

1.11

1.18

อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (ครั้ง)

6.85

7.86

ระยะเวลาถัวเฉลี่ยการเก็บหนี้ (วัน)

52.55

45.80

อัตราการหมุนเวียนของสินค้า (ครั้ง)

 

 

อัตราส่วนวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ความสามารถหากำไร (%)

 

27.96

 

41.86

อัตราการหมุนของสินทรัพย์ดำเนินงาน (เท่า)

1.36

1.81

อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขาย (%)

20.61

23.17

อัตราส่วนวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไร

ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด

 

15.67

 

19.34

ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ

32.16

42.17

อัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน

อัตราส่วนของหนี้สินต่อทรัพย์สินรวม  (เท่า)

 

0.51

 

0.54

อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  (เท่า)

1.05

1.18

ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย  (ครั้ง)

35.28

9.36

อัตราการจ่ายปันผล  (%)

50.92

70.52

         

 

เมื่อพิจารณางบการเงินของบริษัท กขค. จำกัด โดยใช้อัตราส่วนทางการเงินข้างต้น อาจสามารถวิเคราะห์ตีความได้ดังนี้

         

3.2.1  การวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงิน

         

จากการวิเคราะห์สภาพคล่องของบริษัท ซึ่งเป็นการวัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของบริษัท ปรากฏว่า Current Ratio ของบริษัท กขค. จำกัด ในปี 2540 และปี 2541 มีอัตราใกล้เคียงกัน คือประมาณ 2.00 เท่า ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนต้องพิจารณาสินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทส่วนใหญ่ ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับเงินสดมากน้อยเพียงใด โดยวิเคราะห์จากอัตราส่วน Quick Ratio ซึ่งได้ ตัดสินค้าคงเหลือ ที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงสุดในบรรดาสินทรัพย์หมุนเวียน และมีความคล่องต่ำออกไป จะเห็นได้ว่า Quick ratio ของบริษัท กขค. จำกัด เท่ากับ 1.11 ในปี 2540 และเท่ากับ 1.18 ในปี 2541 ตามลำดับ แสดงว่าความคล่องตัวของบริษัท อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานเล็กน้อย และอัตราส่วนนี้ได้เพิ่มขึ้นภายในช่วงระยะเวลาหนึ่งปี

         

สำหรับอัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น และระยะเวลาถัวเฉลี่ยการเก็บหนี้ ซึ่งเท่ากับ 53 วัน ในปี 2540 และลดลงเป็น 46 วัน ในปี 2541 แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถเก็บหนี้ได้เร็วขึ้น และการที่อัตราการหมุนเวียนของสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 1.72 ครั้งในปี 2540 เป็น 2.44 ครั้งในปี 2541 แสดงว่าบริษัทนี้ได้มีการปรับปรุงเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ โดยการส่งเสริมการจำหน่าย เพื่อเพิ่มยอดขายด้วยการโฆษณา หรือการปรับปรุงช่องทางจำหน่ายให้สามารถระบายสินค้าได้เร็วขึ้น เป็นต้น

         

3.2.2  การวิเคราะห์ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

         

อัตราส่วน Earning Power ของบริษัทนี้เพิ่มขึ้นจาก 27.96% ในปี 2540 เป็น 41.86% ในปี 2541 แสดง ความสามารถในการก่อให้เกิดผลตอบแทนของบริษัทนี้เพิ่มขึ้น หากแสดงรายละเอียดของอัตราส่วนนี้เพิ่มเติม จะเห็นได้ว่า เกิดจากผลคูณระหว่างอัตราการหมุนของสินทรัพย์ดำเนินงาน และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขาย ดังนี้

         

     ความสามารถ    =         อัตราการหมุนของ        X         อัตราส่วนกำไรจาก

 หากำไร               สินทรัพย์ดำเนินงาน                การดำเนินงานต่อยอดขาย

 

         

  กำไรจากการดำเนินงาน       =      ขายสุทธิ        X     กำไรจากการดำเนินงาน

   สินทรัพย์ทั้งหมดเฉลี่ย             สินทรัพย์ทั้งหมดเฉลี่ย             ขายสุทธิ

         

ปี  2540        Earning Power       =   1.36 x 20.61

ปี  2541        Earning Power     = 1.81 x 23.17

         

จากการแสดงรายละเอียดการวิเคราะห์ จะเห็นได้ว่าการที่ Earning Power ของบริษัทในปี 2541 เพิ่มขึ้นจากปี 2540 สาเหตุสำคัญ คือ การที่อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายของบริษัท ได้เพิ่มขึ้นจาก 20.61% ในปี 2540 มาเป็น 23.17% ในปี 2541 และ อัตราการหมุนของสินทรัพย์ดำเนินงาน ก็ได้เพิ่มขึ้นจาก 1.36 เท่าในปี 2540 เป็น 1.81 เท่ากับในปี 2541 เช่นกัน

         

3.2.3  การวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไรของธุรกิจ

         

อัตรา ส่วนวิเคราะห์ความสามารถในการหากำไรของบริษัท เป็นอัตราส่วนวัดประสิทธิภาพในการใช้เงินทุนทั้งหมด หรือเงินทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้น สำหรับบริษัทนี้อัตราส่วน Return on Asset ได้เพิ่มขึ้นจาก 15.67% ในปี 2540 เป็น 19.34% ในปี 2541 นอกจากนั้น ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ (Return on Equity) ก็ได้เพิ่มขึ้นจาก 32.16% ในปี 2540 เป็น 42.17% ในปี 2541 เช่นกัน

         

3.2.4  การวิเคราะห์นโยบายทางการเงินของบริษัท

         

อัตรา ส่วนของหนี้สินต่อทรัพย์สินรวมเป็นอัตราส่วนวัดว่า แหล่งที่มาของเงินทุนในทรัพย์สินของกิจการ มาจากการกู้ยืมหรือเจ้าหนี้ในอัตราส่วนเท่าใด สำหรับบริษัทนี้ อัตราส่วน Debt Ratio ได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.51 เท่าในปี 2540 เป็น 0.54 เท่าในปี 2541 แสดงว่าอัตราส่วนของการกู้ยืมประมาณครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินรวม นอกจากนี้ อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้สินระยะยาวของ กิจการ สำหรับบริษัทนี้อัตราส่วน Debt to Equity Ratio ได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.05 เท่าในปี 2540 เป็น 1.18 เท่าในปี 2541 ซึ่งหมายถึง อัตราส่วนของหนี้สูงขึ้น แสดงว่าผู้ถือหุ้นมีโอกาสจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น เพราะมีการใช้เงินทุนจากแหล่งเงินกู้อื่นสูงกว่าจากผู้ถือหุ้นสามัญ และหุ้นบุริมสิทธิ แต่บริษัทก็มีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเงินกู้เป็นแหล่งเงินทุนที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย

         

สำหรับ อัตราส่วนวิเคราะห์ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย จะแสดงให้เห็นความสามารถในการชำระดอกเบี้ยของบริษัท ว่าสามารถนำกำไรจากการดำเนินงานมาจ่ายดอกเบี้ยได้มากน้อยเพียงใด อัตราส่วนนี้ใช้วัดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย และใช้วัดความเชื่อมั่นของเจ้าหน้าที่ ที่มีต่อบริษัทว่า จะได้รับชำระหนี้ทันกำหนดหรือไม่ จากอัตราส่วนนี้ของบริษัท กขค. จำกัด ซึ่งลดลงจาก 35.28 ครั้งในปี 2540 เป็น 9.36 ครั้งในปี 2541 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง เนื่องจากมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นจากปี 2540 มาก

         

สำหรับอัตราการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio) ซึ่งเป็นอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่ได้ในแต่ละปีให้แก่ผู้ถือหุ้น บริษัทนี้จ่ายเงินปันผลในอัตรา 50.92% ในปี 2540 และ 70.52% ในปี 2541 ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่สูงมาก การจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิของบริษัทในอัตราที่สูง สามารถดึงดูดใจผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ณ สิ้นงวดบัญชีได้

(ที่มา : http://www.jarataccountingandlaw.com)

 ลิงค์ : http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=9261
 เนื้อหา :การวิเคราะห์งบการเงิน

ความคิดเห็นของคุณ เกี่ยวกับบทความนี้

เช่ารถตู้
วิธีทําให้หน้าใสด้วยตัวเอง 8 ประการ วิธีทําให้หน้าใสด้วยตัวเอง 8 ประการ
ทุกวันนี้สาวๆหนุ่มๆก็ต้องการที่จะมีผิวหน้าหรือผิวพรรณที่สดใสปราศจากริ้วรอยซึ่งเห็นได้จากแหล่งโซเชียลต่างๆที่มีโฆษณาครีมห...
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 1064 ครั้ง
5 เคล็ดลับวิธีทําให้ผมยาวเร็ว 5 เคล็ดลับวิธีทําให้ผมยาวเร็ว
การออกกำลังกายให้กับผม รากผม วิธีนี้เป็นวิธีการง่ายๆไม่ยุ่งยาก เนื่องจากเส็นผมของคนเราถูกยึดติดกับหนังศรีษะด้วยรากผม เรา...
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 701 ครั้ง
การดูแลเหงือกด้วยวิธีที่ถูกต้อง การดูแลเหงือกด้วยวิธีที่ถูกต้อง
หลายคนที่มักจะละเลยการแปรงฟัน โดยหารู้ไม่ว่าความสะอาดในช่องปากนั้นก็มีส่วนสำคํย เพราะมันอาจส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่นได้ โดย...
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 343 ครั้ง
แอปเปิ้ลราชาผลไม้ลดน้ำหนัก แอปเปิ้ลราชาผลไม้ลดน้ำหนัก
ผลไม้ชนิดนี้ใคร ๆ ก็ย่อมรู้จักกันดี เป็นราชาของผลไม้ที่ทำให้ลดน้ำหนักได้ดีที่สุด นั่นก็คือ “แอปเปิ้ล” ...
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 554 ครั้ง
สรรพคุณของมะนาว สรรพคุณของมะนาว
มะนาวเป็นผลไม้พื้นๆที่ใช้บริโภคกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่จะมีกี่คนที่จะรู้ว่ามะนาวลูกเล็กๆ นั้นมีประโยชน์ในการรักษาโ...
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 585 ครั้ง
เห็ดสุดยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ เห็ดสุดยอดแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ
เห็ด ก็ถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดยอดเยี่ยมที่เราๆรู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้วและยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอีกด้วย ซึ่งเห...
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 362 ครั้ง
 10 อันดับผลไม้ทำให้อ้วน 10 อันดับผลไม้ทำให้อ้วน
โดยปกติแล้ว ผลไม้นั้นกินแล้วดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่เราก็ควรเลือกรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ พอดี เพราะผลไม้บางชนิดนั้...
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 716 ครั้ง
8 วิธีบริหารสมองให้สดชื่น 8 วิธีบริหารสมองให้สดชื่น
เมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย สมองไม่แล่น ลองมาดูวิธีการบริหารสมองอย่างง่าย เพื่อความสดใส กระตุ้นความคิดแจ่มใสระหว่างวันกัน.....
แสดงความคิดเห็น : 0 ท่าน | เปิดอ่านแล้ว : 493 ครั้ง
ดูทั้งหมด >>
กล้อง อุปกรณ์การถ่ายภาพ
การเกษตร และปศุสัตว์
การศึกษา อบรมสัมนา
กีฬา อุปกรณ์
ของเล่น งานอดิเรก
ของสะสม ของเก่า
ขายตรง ประกันฯ
ข่าวประชาสัมพันธ์
คอมพิวเตอร์
เครื่องใช้ไฟฟ้า
เครื่องใช้สำนักงาน
เครื่องสำอางค์สำหรับผู้ชาย
เครื่องสำอางค์สำหรับผู้หญิง
จิวเวลรี่ เครื่องประดับ
ดนตรี
ต้นไม้ การจัดสวน
ท่องเที่ยว
ธุรกิจ อุตสาหกรรมทั่วไป
ธุรกิจ อุตสาหกรรมพลาสติก
นัดพบแรงงาน
เฟอร์นิเจอร์
มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร
แม่และเด็ก
รถยนต์ ยานพาหนะ
วีดีโอเกมส์
ศิลปะและหัตถกรรม
สัตว์เลี้ยง
สำนักกฏหมาย/ทนาย
สำนักงานบัญชี
สุขภาพและความงาม
เสื้อผ้า แฟชั่น
หนัง เพลง
หนังสือ เครื่องเขียน
อสังหาริมทรัพย์
อาหารและเครื่องดื่ม
อินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์
อื่นๆ จิปาถะ...
โฆษณา
สั่งสินค้าจากจีน
โฆษณา
ผลิตสินค้าผ้าไหม
โฆษณา
ท่องเที่ยวรอบโลก
โฆษณา
ที่พักแก่งกระจาน
โฆษณา
บรรจุภัณฑ์
โฆษณา
โฆษณาฟรี
โฆษณา
พัดลมกันระเบิด
โฆษณา
DVDราคาถูกทีสุด
โฆษณา
อยากมีเว็บคลิก
โฆษณา
สนใจโฆษณา คลิก!
โฆษณา
สนใจโฆษณา คลิก!
โฆษณา
สนใจโฆษณา คลิก!